March 14, 2017

Articles

ลีลาศจังหวะเร้าใจสไตล์แทงโก้

แทงโก้ เป็นหนึ่งในชนิดของการเต้นลีลาศที่ได้รับความนิยมมาก ด้วยจังหวะที่สนุกสนานและมีความเป็นโมเดิร์นในตัว แทงโก้มีต้นกำเนิดในเอเชียต่อมาชาวยิปซีได้นำไปเต้นในประเทศสเปน อุรุกวัย และอาร์เจนติน่า จึงทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่ามีต้นกำเนิดมาจากอาร์เจนติน่า เดิมทีนั้นเป็นการเต้นโชว์บนเวทีเสียมากกว่า แต่หลังจากศตวรรษที่ 19 แทงโก้ได้เผยแพร่ไปยังยุโรปและอังกฤษทำให้เกิดความนิยมมากขึ้นจนมีการจัดแข่งขันกันเลยทีเดียว การเต้นแทงโก้จึงได้รับความนิยมมาจนถึงบัดนี้

ดนตรีแทงโก้ มีจังหวะและลีลาที่เร้าอารมณ์ ระทึกใจ แต่ก็มีความนุ่มนวลคละเคล้าอยู่ หลายคนคิดว่าการเต้นแทงโก้นั้นน่าจะยาก หากมีการเรียนรู้ฝึกฝนจะรู้สึกว่าเป็นจังหวะที่สนุก การเต้นแทงโก้จะมีจังหวะที่เฉียบขาดและกระแทกกระทั้น อิสระ มีเอกลักษณ์ และไม่มีการสวิง เสน่ห์ของแทงโก้จะมีการเปลี่ยนแปลงของท่วงทำนองอารมณ์กับท่าเต้น เช่น การสับเปลี่ยนจากความเคลื่อนไหวสู่การสงบนิ่งอย่างฉับพลัน การก้าวย่างและเคลื่อนไหวสรีระไปตามอารมณ์เพลง เป็นต้น

การเต้นแทงโก้นั้นแบ่งออกเป็นสามจังหวะ คือ การเต้นแบบเบสิค การเต้นเดินหน้าถอยหลัง และการเดิน 14 จังหวะ ดังนี้

  1. การเต้นแบบเบสิค

แบ่งสเต็ปการก้าวเท้าออกระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิง

– ฝ่ายชาย ย่ำเท้าไปข้างหน้า ก้าวเท้าขวา ก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวาแล้วหยุด ก้าวท้ายซ้าย ก้าวเท้าขวา ก้าวเท้าซ้าย บิดเท้าทั้งสองข้างพร้อมทั้งลำตัวไปทางด้านซ้าย ทิ้งน้ำหนักให้อยู่ที่เท้าขวา

– ฝ่ายหญิง ย่ำเท้าขวาไปข้างหน้า ก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวาแล้วหมุนตัวเข้าหาฝ่ายชาย ถอยหลังเท้าซ้าย ถอยหลังเท้าขวา ถอยหลังเท้าซ้าย ถอยหลังเท้าขวา บิดเท้าทั้งสองข้างพร้อมทั้งลำตัวไปทางด้านขวา ทิ้งน้ำหนักให้อยู่ที่เท้าซ้าย

  1. การเต้นเดินหน้าถอยหลัง

– ฝ่ายชาย ก้าวท้ายซ้าย ก้าวเท้าขวา ก้าวเท้าซ้าย ย่ำเท้าขวาลงมาที่เดิม ถอยหลังเท้าซ้าย ถอยหลังเท้าขวา

– ฝ่ายหญิง ก้าวท้ายขวา ก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวา ย่ำเท้าซ้ายลงมาที่เดิม ถอยหลังเท้าขวา ถอยหลังเท้าซ้าย

  1. การเดิน 14 จังหวะ

– ฝ่ายชาย ก้าวท้ายซ้าย ก้าวเท้าขวา ก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวา ก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวาแล้วบิดตัวไปด้านซ้ายหาฝ่ายหญิง ถอยหลังเท้าซ้าย ถอยหลังเท้าขวา ถอยหลังเท้าซ้ายแล้วบิดตัวไปด้านซ้ายหาฝ่ายหญิง บิดตัวไปด้านซ้ายและก้าวเท้าขวา ก้าวท้ายซ้าย ก้าวเท้าขวา ก้าวเท้าซ้าย บิดเท้าทั้งสองข้างพร้อมทั้งลำตัวไปทางด้านซ้าย ทิ้งน้ำหนักให้อยู่ที่เท้าขวา

– ฝ่ายหญิง ก้าวเท้าขวา ก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวา ก้าวเท้าซ้าย ถอยหลังเท้าขวา ถอยหลังเท้าซ้ายแล้วบิดตัวไปด้านซ้ายเข้าหาฝ่ายชาย ถอยหลังเท้าขวา ถอยหลังเท้าซ้าย ถอยหลังเท้าขวาบิดตัวไปด้านซ้ายเข้าหาฝ่ายชาย บิดตัวไปด้านซ้ายพร้อมถอยหลังเท้าซ้าย ถอยหลังเท้าขวา ถอยหลังเท้าซ้าย ถอยหลังเท้าขวา บิดเท้าทั้งสองข้างพร้อมทั้งลำตัวไปทางด้านขวา ทิ้งน้ำหนักให้อยู่ที่เท้าซ้าย

เสต็ปจังหวะการเต้นก็มีเท่านี้ หากมีการฝึกฝนการก้าวกับจังหวะดนตรีทุกวันก็จะคุ้นชินและสนุก จากนั้นค่อยเริ่มใส่ลีลาสะบัดไปตามจังหวะ เพียงเท่านี้แทงโก้ก็ไม่ยากอีกต่อไปแล้ว

การเต้นรำอันนุ่มนวลและคลาสสิคสไตล์วอลท์ซ

การเต้นรำจังหวะวอลท์ซมีต้นแบบมาจากจังหวะบอสตัน วอลท์ซ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมนีและออสเตรีย แพร่หลายไปยังยุโรปและทั่วโลกในเวลาต่อมา เดิมทีนั้นเป็นการเต้นรำพื้นเมืองที่หญิงชายเกาะแขนกันไว้พร้อมทั้งก้าวเท้าไปด้านข้างแล้วหมุนตัวด้วยความรวดเร็ว การคล้องแขนกันก็จะช่วยในการทรงตัวไม่ให้ล้ม การเต้นวอลท์ซนี้จะเป็นการเต้นที่เชื่องช้า สง่างาม นิ่มนวล คู่เต้นทั้งสองต้องใกล้ชิดกัน ฝ่ายชายใช้แขนโอบที่ไปที่เอวฝ่ายหญิง ส่วนฝ่ายหญิงใช้มือแตะที่บ่าฝ่ายชาย ซึ่งเกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ในระยะแรกว่าไม่เหมาะสม แต่หลังจากนั้นก็ค่อยรับได้และมีความนิยมไปทั่ว เพราะเป็นการเต้นลีลาศในแบบที่เรียกได้ว่าค่อนข้างง่ายที่สุดในการฝึกฝนเมื่อเทียบกับจังหวะชนิดอื่น ๆ

ลักษณะท่าทางอันเป็นเอกลักษณ์ของวอลท์ซนั้น จะมีการเคลื่อนไหวคล้ายลูกตุ้มนาฬิกา มีการโยกตัวหรือออกลีลาที่อิสระ มีการสวิงโยกย้ายที่นุ่มนวล จะส่งผลให้ผู้เต้นนั้นสนุกและเพลิดเพลินไปกับการเต้น ดนตรีวอลท์ซส่วนมากจะเป็นดนตรีหวาน โรแมนติก ละเอียดอ่อน ทุ้มนุ่มเปรียบได้กับความละมุนของสตรีเพศ

ดนตรีวอลท์ซสามารถจับจังหวะได้เป็นแบบ 3/4 เสียงเคาะจะเป็นแบบ พั่ม แท้ก แท้ก เท่ากันต่อเนื่องกันตลอดเพลง เสียงพั่มจะตรงกับเบส เสียงแท้กจะตรงกับกลอง การฝึกเต้นนั้นควรหัดฟังจังหวะให้ออกหรืออาจใช้วิธีการนับหนึ่งสองสามตามจังหวะก็ได้ การฝึกเต้นนั้นควรฝึกที่สเต็ปพื้นฐานเป็นอันดับแรกคือการก้าวเท้าเพื่อให้คุ้นชินกับจังหวะและการวางเท้า เมื่อคุ้นชินแล้วก็จะสามารถออกสเต็ปได้สวยขึ้น มีการยกตัวให้พลิ้วไปตามจังหวะทำให้ดูงดงามขึ้น

การฝึกเต้นจังหวะวอลท์ซนั้นมีหลายรูปแบบ แต่ควรเริ่มฝึกจากจังหวะเบสิคก่อนซึ่งมีดังนี้

– ฝ่ายชาย ก้าวเท้าซ้ายทิ้งน้ำหนักตัวไปที่เท้าซ้าย ก้าวเท้าขวาทิ้งน้ำหนักตัวไปที่เท้าขวา จากนั้นก้าวเท้าซ้ายขึ้นไปชิดเท้าขวา ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่เท้าซ้าย

– ฝ่ายหญิง ถอยหลังเท้าขวาทิ้งน้ำหนักตัวไปที่เท้าขวา ถอยหลังเท้าซ้ายทิ้งน้ำหนักตัวไปที่เท้าซ้าย ถอยเท้าขวาไปชิดเท้าซ้าย ทิ้งน้ำหนักตัวให้ตกลงที่เท้าขวา

การเต้นแบบวอลท์ซได้แยกย่อยเป็นท่าต่าง ๆ ไปอีกที่เป็นท่าพื้นฐาน ดังนี้

– โคลสเช้นจ์ (Closed Change)

– เนเชอรัลเทิร์น (Natural Turn)

– รีเวิร์สเทิร์น (Reverse Turn)

– เนเชอรัล สปิน เทิร์น (Natural Spin Turn)

– วิสค์ (Whisk)

– ซินโคเพทเชสเซ่ (Syncopated Chasse)

– แบควิสค์ (Back Whisk)

– วิง (Wing)

– เอ้าท์ไซด์เช้นจ์ (Outside Change)

– รีเวิร์สคอร์เต้ (Reverse Corte)

ความหมายที่แท้จริงของการเต้น cover dance

Cover Dance เป็นการลอกเลียนแบบการเต้นตามศิลปินต่างๆ ที่เราชื่นชอบทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น อเมริกา และที่เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ คงหนีไม่พ้น เกาหลี  Cover Dance ถือเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งของการเต้น ซึ่งการเลียนแบบนี้อาจเริ่มจากการที่เรามีศิลปินในดวงใจ แล้วเรารู้สึกอยากจะเต้นตาม หรือท่าเต้นของศิลปินถูกใจเรา หลังจากที่มีการเต้นตามศิลปินที่ชื่นชอบ ลำดับต่อมาคือการเผยแพร่คลิปการเต้น โดยเริ่มแรกจะมีอยู่ที่ยูทูปซะส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันคลิปการเต้นคัฟเวอร์นี้สามารถเห็นได้ทั่วไปในโลกโซเชี่ยล ทั้งทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม เป็นต้น เมื่อการเผยแพร่คลิปวีดีโอคัฟเวอร์มีมากขึ้นเรื่อยๆ ผลงานพวกนี้ก็ปรากฏไปถึงสายตาของศิลปินผู้ซึ่งเป็นเจ้าของผลงาน ทำให้เกิดความประทับใจ จนถึงขั้นว่า ศิลปินบางวงมีการจัดประกวดเต้นคัฟเวอร์ให้เลียนแบบวงตัวเองกันเลยทีเดียว แถมยังมีรางวัลต่างๆ ให้ด้วย ทำให้หลายๆ คนหันมาใช้เวลาว่างในการเต้นคัฟเวอร์กันเยอะมาก

กระแสความแรงของ cover dance

ทุกวันนี้มีเวทีสำหรับการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนออกมาแสดงศักยภาพเกี่ยวกับการเต้นเยอะมาก โดยส่วนมากก็มักจะเป็นการเต้นแบบคัฟเวอร์แดนซ์ ตัวอย่างเช่น Thailand 2017 K-POP Cover Dance Festival เวทีนี้จะหาตัวแทนเต้นคัฟเวอร์แดนซ์ในประเทศไทย เพื่อเป็นตัวแทนไปชิงแชมป์โลกที่ประเทศเกาหลี แถมยังได้ขึ้นโชว์กับวง EXO วงดนตรีชื่อดังของเกาหลีอีกด้วย ข้อดีของการคัฟเวอร์แดนซ์คือ เราไม่ต้องคิดท่าเต้นเอง ส่วนความสนุกในการเต้นคัฟเวอร์คือ เราจะต้องใช้ความพยายามในการแกะท่าเต้นของศิลปินว่าเต้นท่าไหนอย่างไร แสดงให้เห็นถึงความเป็นแฟนคลับตัวยง นอกจากนี้การแกะท่าเต้นยังสื่อให้ศิลปินเห็นว่า แฟนคลับมีความพยายามที่จะอยากมีความคล้ายกับตน เรียกได้ว่าการเต้นคัฟเวอร์แดนซ์นี้ นอกจากจะให้ความสนุกสนานแล้ว ยังมีคุณค่าทางจิตใจ ต่อศิลปินและผู้เต้นเองด้วย

นอกจากความสนุกสนานแล้วประโยชน์ของ cover dance คือการได้ออกกำลังกาย ศิลปินแต่ละวงนั้น โดยส่วนใหญ่เพลงมีท่าเต้นมักจะเป็นเพลงเร็ว ดังนั้นจังหวะในการเต้นก็จะเร็ว คล่องแคล่วไปตามจังหวะเพลงด้วย ด้วยเหตุนี้การเต้นคัฟเวอร์ส่วนใหญ่จังหวะในการเต้นจะเร็ว ได้ขยับทั้งแขน ขา ไปพร้อมๆ กันอย่างเป็นจังหวะ ถือได้ว่าเป็นการออกกำลังกายอีกแบบหนึ่งเลยก็ว่าได้ แถมปัจจุบันมีหลายท่านเลือกที่จะออกกำลังกายในรูปแบบของการเต้น ถึงแม้จะไม่ใช่การเต้นคัฟเวอร์ก็ตาม เพราะทุกวันนี้จะมีโปรแกรมการออกกำลังกายประเภทเต้นอยู่ แต่ก็มีดาราไทยหลายคนที่ชื่นชอบในศิลปินเกาหลี แล้วก็มีการเต้นคัฟเวอร์เพลงด้วย เช่นนิวเคลียร์ หรรษา จึงวิวัฒนวงศ์ เธอเป็นศิลปินไทยที่มีความชื่นชอบศิลปินนักร้องของเกาหลีมาก บ่อยครั้งที่เธอจะปล่อยวีดีโอการเต้นคัฟเวอร์ออกมา ทำให้หลายๆ คนที่ติดตามเธออยู่ให้ความสนใจ และเกิดกระแส กลายเป็นเทรนขึ้นมาในหมู่ของวัยรุ่น นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วยังได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อีกด้วย

หนังเกี่ยวกับการเต้นที่ได้รับความนิยม

ภาพยนตร์ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ถือว่าสร้างความบันเทิงให้กับทุกๆ คนได้อย่างแท้จริง เราจะเห็นได้ว่ามีภาพยนตร์หลากหลายแนวเกิดขึ้นมากมายบนโลกใบนี้ ซึ่งอันที่จริงมันก็ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากความคิด ประสบการณ์ และปัจจัยรอบด้านของคนทำภาพยนตร์ที่จะสร้างสรรค์มันขึ้นมาให้กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนประทับใจ ซึ่งแนวของภาพยนตร์เองก็จะถูกแบ่งออกไปค่อนข้างหลากหลายขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้สร้าง ผู้กำกับ ส่วนในเรื่องของเนื้อหามันก็ยิ่งมีความหลากหลายมากเข้าไปอีกเป็นสิ่งที่เรามักจะเห็นกันว่าเนื้อหาของเรื่องจะเป็นตัวชูให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจ และหากคุณกำลังมองหาภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเต้น จะต้องไม่พลาดภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้อย่างแน่นอน

  1. Step Up – ในชื่อภาษาไทยว่า สเต็ปโดนใจ หัวใจโดนเธอ เป็นภาพยนตร์ในสไตล์โรแมนติกเนื้อเรื่องมีการนำเอาเทคนิคการเต้นต่างๆ เข้ามาผสมผสานได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นภาพยนตร์เต้นที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเนื่องจากสามารถสร้างภาคต่อกี่ครั้งคนดูก็ยังคงชื่นชมเสมอ รวมถึงรายได้ทั้งหมดก็เกินความคาดหมายที่ใครหลายคนมองเอาไว้ คิดดูว่าตอนภาคแรกที่ออกฉายในสหรัฐฯ ทำรายได้สัปดาห์แรกไปสูงถึง 21 ล้านเหรียญ ทั้งๆ ที่ต้นทุนการทำภาพยนตร์ทั้งหมดอยู่แค่ 12 ล้านเหรียญ เท่านั้น
  2. Save The Last Dance – ถือว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ของโลกที่มีการนำเอาเรื่องของการเต้นบัลเล่ต์ ผสมผสานกับการเต้นฮิปฮอป เข้ามาเป็นตัวดึงดูดให้คนสนใจในเรื่องนี้ว่าการเต้นในจังหวะที่ขัดแย้งกันมันก็สามารถที่จะรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวได้ นอกจากนี้ภาพยนตร์ยังคงพูดถึงการแบ่งแยกผิวสีของตัวละครที่ไม่ใช่ปัญหาต่อการเต้นได้ดีอีกด้วย
  3. Footloose – ภาพยนตร์รีเมคที่ถูกนำกลับมาทำใหม่อีกครั้ง ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ตัวเรื่องค่อนข้างถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการเสียดสีสังคมในรูปแบบต่างๆ อาทิ การเมือง เรื่องราวของภาพยนตร์ประมาณว่า มีเมืองแห่งหนึ่งที่การเต้นและเพลงร็อกคือสิ่งต้องห้ามของที่นี่ แต่กลุ่มวัยรุ่นก็กล้าที่จะทำด้วยใจรักที่มีต่อเสียงเพลงของพวกเขา ซึ่งมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงในสหรัฐฯ ด้วย
  4. Dirty Dancing – จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่สามารถขายโฮมวีดีโอได้ถล่มทลายมากที่สุดเรื่องแรกของสหรัฐฯ เนื้อหากล่าวถึงหญิงสาวที่ตกหลุมรักครูสอนเต้น ทีเนื้อเรื่องจะสอดคล้องการเต้นให้คนดูได้เห็นถึงศิลปะการเต้นแบบคิวบา กับ แมมโบ้ ที่สามารถเต้นให้เข้ากันได้ ที่สำคัญมีข่าวออกมาว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะได้กลับมาสร้างในแบบฉบับรีเมคใหม่อีกรอบ ซึ่งแฟนๆ ที่เคยประทับใจในอดีตก็รอลุ้นกันได้เลย

การเต้นแอโรบิคนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง

การเต้นแอโรบิกนับได้ว่าเป็นวิธีการออกกำลังกายวิธีหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างที่ทำให้การออกกำลังกายวิธีการนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลีลาการเต้นที่ได้ใช้ทุกสัดส่วนของร่างกาย เพลงประกอบที่มีความเร้าใจ กระตุ้นอารมณ์ให้รู้สึกสนุกสนาน การมีเพื่อนฝูงที่สามารถเต้นไปด้วยกันได้จนเต้นเสร็จก็สามารถพูดคุยกันต่อ มันเลยเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้การเต้นแอโรบิกเป็นที่ชื่นชอบของผู้รักการออกกำลังกาย ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ลองมาดูว่าการเต้นแอโรบิกมีประโยชน์อะไรกันอีกบ้าง

  1. ช่วยให้ระบบหายใจทำงานได้ดี – หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเมื่อเราเต้นแอโรบิกเพื่อการออกกำลังกาย ปอดเราก็จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ เมื่อปอดได้ทำงานอย่างเต็มที่มันก็จะช่วยให้ระบบการหายใจของเราได้ทำงานไปด้วยเช่นเดียวกัน ร่างกายจะได้รับออกซิเจนซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เราห่างไกลจากการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับภูมิแพ้จะเป็นอีกวิธีการที่ช่วยบรรเทาหรือให้หายขาดได้
  2. ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น – แน่นอนว่าเมื่อเราออกกำลังระบบการสูบฉีดของเลือดก็จะได้ทำงานไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้มันจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำได้ดีขึ้น ลดปัญหาในเรื่องของไขมันที่จะเข้าไปอุดตันในเส้นเลือดได้ รวมถึงยังช่วยให้ลดปัญหาเส้นเลือดในสมองตีบ หรือ แตก ได้อีกทางหนึ่งด้วย
  3. ลดความเครียดได้เป็นอย่างดี – ปกติคนเราเวลาออกกำลังกายเมื่อร่างกายเกิดอาการเหนื่อยจัดๆ มันจะไม่ทำให้คิดถึงเรื่องที่กังวลอยู่ในหัว ซึงตรงจุดนี้การเต้นแอโรบิกก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยลดภาวะความเครียดของหลายๆ คนได้เป็นอย่างดี เมื่อได้เต้นจนเหนื่อยร่างกายจะรู้สึกว่าต้องการพักผ่อนและลืมเรื่องเครียดๆ ไปได้อย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่ง เผลอๆ อาจช่วยให้คิดวิธีในการแก้ไขปัญหาออกได้อีกด้วย
  4. รู้สึกมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น – เป็นประโยชน์โดยรวมที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุด การที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสามารถดูได้ง่ายๆ อาทิ เดินได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อย เดินขึ้นบันไดได้หลายๆ ชั้น ช่วยทำให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

เมื่อเห็นถึงประโยชน์โดยรวมทั้งหมดของการเต้นแอโรบิกแล้วก็อย่ารอช้าที่จะมาช่วยทำให้ร่างกายของเรามีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นมากกว่าเดิม ขอเพียงสละเวลาวันละเล็กวันละน้อยมันคุ้มค่ากว่าต้องไปอยู่โรงพยาบาลเป็นไหนๆ

มาออกกำลังกายโดยการเต้นซูมบ้ากันเถอะ

การออกกำลังกายถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่หากทำให้ร่างกายสามารถขับเหงื่อออกมาได้ สามารถทำให้หัวใจเต้นแรง มีเลือดลมสูบฉีด ทุกวิธีล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีด้วยกันทั้งสิ้นซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละตัวบุคคลว่าชื่นชอบในการออกกำลังกายด้วยวิธีการแบบใด วิธีการอย่างหนึ่งที่สามารถใช้ออกกำลังกายได้ไม่แพ้การทำอย่างอื่นนั่นก็คือ การเต้นซุมบ้า

หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า การเต้นซุมบ้า กันมาบ้าง แต่ก็เชื่อว่าแม้จะเคยได้ยินแต่ก็อาจไม่รู้จักว่าการเต้นซุมบ้ามันคืออะไรกันแน่ มันจะเป็นวิธีการออกกำลังกายได้จริงหรือไม่ เราจึงต้องมาเรียนรู้การเต้นซุมบ้าอย่างเข้าใจเพื่อที่จะทำให้รับรู้ได้ว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการออกกำลังกายที่ดีที่ทุกๆ คนสามารถทำได้ด้วย

การเต้นซุมบ้า คือ การเต้นในลักษณะคล้ายกับการเต้นแอโรบิกแต่จะมีการนำเอาจังหวะแบบลาติน อเมริกา, ระบำหน้าท้อง, ท่าทางต่างของกายบริหารแอโรบิก และท่าฮิปฮอป เข้ามาผสมผสานกันอย่างลงตัว สิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่เมื่อได้ลองเต้นซุมบ้าดูแล้วจะเกิดความชื่นชอบก็มาจากเสียงเพลงในสไตล์ลาตินที่จังหวะค่อนข้างมีความสนุกสนาน เร้าใจ ทำให้ผู้ที่ออกกำลังกายด้วยการเต้นซุมบ้าทุกคนจะรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการออกกำลังกายด้วยวิธีการนี้เป็นอย่างมาก เมื่อมันเพลินก็จะทำให้ออกกำลังกายได้นานมากยิ่งขึ้น เหงื่อออกเยอะขึ้น ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกจากร่างกายดีขึ้น ระบบหัวใจ ปอด ก็ทำงานดีขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง ถือว่าเป็นวิธีการออกกำลังกายที่ค่อนข้างจะส่งเสริมให้คนที่มีเป้าหมายเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของตัวเองค่อนข้างที่จะมีกำลังใจ แรงฮึด ในการที่จะทำมันเป็นอย่างมาก

การเต้นซุมบ้า ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับคนไทยในปัจจุบัน ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ หากบางคนต้องการทำอยู่ที่บ้านก็สามารถดูตามเว็บไซต์แล้วเต้นไปพร้อมๆ กัน ก็สามารถที่จะออกกำลังกายได้แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าการออกกำลังกายมันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วยส่วนหนึ่ง หากมีกำลังใจ มีแรงที่จะทำ ไม่ว่าวิธีการไหนก็สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จได้ อย่างการเต้นซุมบ้าก็นับว่าเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างสุขภาพร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม

ประวัติความเป็นมาและประเภทของการเต้นลีลาศ

ลีลาศจัดได้ว่าเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยการที่ภาพลักษณ์ของกีฬาประเภทนี้ในอดีตส่วนใหญ่จะเน้นไปในเรื่องของการผ่อนคลายของคนรวยมากกว่าการเป็นกีฬา ทว่าเมื่อมันถูกทำให้เห็นว่าทุกคนสามารถเล่นให้เป็นกีฬาได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น

ประวัติความเป็นมาของลีลาศ

จริงๆ แล้วประวัติของกีฬาลีลาศก็มีที่มาอยู่ด้วยกันค่อนข้างหลากหลาย เนื่องจากมันคือเทคนิคการเต้นของแต่ละท้องถิ่นที่ค่อยๆ ถูกรวมประสานกันจนเกิดเป็นกีฬาชนิดนี้ หลักๆ จึงสามารถแบ่งยุคของกีฬาลีลาศได้เป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ คือ ยุคสมัยเก่า และ ยุคสมัยใหม่

ยุคสมัยเก่า

การเต้นรำเริ่มมีการบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อย่างจริงจังกับการเต้นที่มีแบบแผนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 หลังจากได้มีการก่อตั้งราชบัณฑิตสภาการดนตรีและการเต้นรำโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เหล่าสมาชิกของราชบัณฑิตสภาฯ ก็ได้มีการกำหนดตำแหน่งเรื่องการวางเท้าทั้ง 5 ก้าว ที่เรียกว่าการเต้นรำแบบ แซงปาส นอกจากนี้ก็ได้มีการกำหนดกฎระเบียบที่เคร่งครัดของการเต้นรำในทุกๆ ประเภทขึ้นในช่วงเวลาที่ยุคของการเต้นรำเฟื่องฟูแบบสุดๆ การเต้นรำแบบมินูเอ และกาว็อตเต้คือการเต้นรำที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น โดยมินูเอคือการเต้นรำพื้นเมืองชนิดหนึ่งได้เข้ามายังกรุงปารีสเมื่อ ค.ศ. 1650 ซึ่งต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ได้มีการนำเอามาใช้เต้นรำ

ยุคสมัยใหม่

ในยุคนี้ประวัติเริ่มต้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1812 เมื่อเริ่มมีการเต้นรำแบบใหม่คือการจับมือพร้อมกับการโอบเอวคู่เต้นพร้อมๆ กับการใช้ดนตรีในจังหวะวอลทซ์ ทว่ากลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากลุ่มศาสนจักรโดยเฉพาะผู้ที่ปกครอง แต่สุดท้ายสังคมก็ให้การยอมรับการเต้นในรูปแบบนี้ เมื่อจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์แห่งรัสเซียได้เต้นจังหวะวอลทซ์ที่อัลแมค ส่วนในสหรัฐฯ ตอนปี 1960 ได้มีการเต้นจังหวะใหม่ๆ เกิดขึ้นจากพวกนิโกร เรียกว่า จังหวะทวิสต์ และ ฮัสเซิ่ล ซึ่งค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมากไปทั่วโลกอีก 10 ปีให้หลังจึงเกิดจังหวะดิสโก้ จากนั้นก็เกิดจังหวะใหม่ๆ เรื่อยมาจนกลายเป็นลีลาศอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนี้

ประเภทการเต้นลีลาศ

  1. ประเภทบอลรูม – เน้นเป็นการเต้นที่อ่อนโยน ลำตัวตรง ไม่ส่ายสะโพกไปมา ประกอบไปด้วย วอลทซ์, แทงโก้, สโลว์ฟ็อกซ์ทรอท, ควิกวอลทซ์ และควิกสเตป
  2. ประเภทละตินอเมริกัน – เน้นเรื่องการเคลื่อนไหว แทบทุกส่วนของร่างกาย ประกอบไปด้วย ช่า ช่า ช่า, แซมบ้า, คิวบันรุมบ้า, พาโซโดเปล และไจฟว์
  3. ประเภทอื่นๆ – ก็คือจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว ซึ่งในไทยนิยมมากๆ ประกอบไปด้วย บิกิน, รุมบ้า, ตะลุง และ กัวราช่า

การเต้นรำพื้นเมืองในแต่ละภาคของประเทศไทยมีอะไรบ้าง

ศิลปะการเต้นรำถือว่าเป็นศิลปะที่ทุกพื้นที่ทั่วโลกต้องมีเป็นของตัวเอง มันเหมือนกับเป็นการบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกันจะเห็นได้ว่าแต่ละพื้นที่เองก็มีศิลปะในการเต้นรำที่แตกต่างกันออกไป ลองมาทำความรู้จักกับศิลปะการเต้นรำพื้นเมืองของแต่ละภาคในประเทศไทยว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

  1. ภาคเหนือ – วัฒนธรรมการเต้นรำของภาคเหนือส่วนใหญ่จะเน้นไปถึงเรื่องของศิลปะทางด้านความสวยงาม เอกลักษณ์คือความอ่อนช้อยที่ชาวเหนือต้องการแสดงให้ทุกคนได้เห็น จุดเด่นของการเต้นรำทางภาคเหนือจะเน้นเรื่องความอ่อนช้อย งดงาม เป็นหลัก การเต้นรำที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิ ฟ้อนเงี้ยว, ฟ้อนไหม, ฟ้อนลาวแพน, ฟ้อนเล็บ, ฟ้อนม่านเชียงตา, ฟ้อนเทียน เป็นต้น ซึ่งเราก็มักจะเห็นถึงความสวยงามเกี่ยวกับศิลปะการเต้นรำของภาคเหนืออยู่บ่อยๆ นับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ค่อนข้างมีความเฉพาะตัวเป็นอย่างมาก
  2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน – ศิลปะการเต้นรำแบบพื้นเมืองของชาวอีสานส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องของความสวยงามบวกกับความสนุกสนาน เพราะโดยพื้นฐานของคนอีสานเป็นคนที่ชอบการเต้นรำอยู่ก่อนแล้ว เราจึงมักเห็นว่าการแสดงของชาวอีสานส่วนใหญ่จะเป็นดนตรีเร็วๆ แต่ก็มีที่เน้นเรื่องความสวยงามเหมือนกัน การเต้นรำพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของภาคอีสาน อาทิ เซิ้งกระติ๊บข้าว. หมอลำ, ฟ้อนภูไท, เซิ้งกระหยัง เป็นต้น เรียกได้ว่าแค่ดนตรีขึ้นมาก็พอจะนึกออกแล้วว่าเป็นการเต้นรำพื้นเมืองของภาคอะไร
  3. ภาคกลาง – ศิลปะการเต้นรำแบบภาคกลางส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องวิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นหลัก รวมถึงจะเน้นในเรื่องของการใช้ภาษาพูดที่สละสลวยมาช่วยให้การเต้นรำพื้นเมืองของภาคนี้มีความโดดเด่นขึ้นมาไม่เหมือนใครอีกด้วย การแสดงที่น่าสนใจ อาทิ ลำตัด, เพลงฉ่อย, เต้นกำรำเคียว, เพลงอีแซว, รำกลองยาว, รำเทพทอง เป็นต้น ถือว่าเป็นศิลปะการแสดงที่ทำให้เราได้เห็นถึงการใช้ชีวิตของคนในภาคนี้อย่างแท้จริง
  4. ภาคใต้ – ด้วยความที่นี่คืออดีตผืนแผ่นดินที่เคยมีความรุ่งเรืองอย่างมากในอดีต การเต้นรำแบบพื้นเมืองของภาคนี้จะค่อนข้างได้รับอิทธิพลมาจากชาวมลายู ชาวมอญ เสียเป็นส่วนใหญ่ จะมีความแตกต่างจากภาคอื่นของประเทศไทยค่อนข้างชัดเจน การเต้นรำพื้นเมืองที่น่าสนใจ อาทิ ร็องเง็ง, มโนราห์, หนังตะลุง, เพลงนา, ชิละ เป็นต้น ลักษณะการเต้นรำพื้นเมืองของภาคใต้จะมีการผสมผสานระหว่างความสนุกสนานควบคู่กับไปศิลปะอันสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนในภาคนี้