แนวเต้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย

‘รูปแบบการเต้น’ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามความนิยมซึ่งมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โดยการเต้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบ้านเรา กลายมาเป็นรูปแบบที่เรียกอย่างติดปากว่า Korea Style , Japan Style และ LA Style เมื่อพูดอย่างนี้ ก็จะทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายขึ้น โดยสไตล์ต่างๆนั้น มาพร้อมกับการนำเสนออันเห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบัน

โดย LA Style คือการเต้นที่เต็มไปด้วยความต่อเนื่อง และผสาน STOP Motion เข้าด้วยกัน เป็นการผสมผสานระหว่างJazz กับ Hip – Hop อีกทั้งยังมีการเคลื่อนไหวขนาดเล็กซ่อนอยู่ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมมาก โดยมีศิลปินอย่าง Justin Timberlake เป็นตัวอย่างอันชัดเจน

ต่อมาที่ได้รับความนิยมสำหรับชาวไทยไม่แพ้กัน ก็คือ Japan Style ที่มีความเป็น HIP – HOP หรือ New School Hip-hop เข้ามาแสดงให้เห็นอยู่ในสไตล์นี้ หากแต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการพัฒนาควบคู่กันไปด้วย เนื่องจาก HIP – HOP มี Old School, Middle School, New School เข้ามาผสมผสาน เพราะนักเต้นระดับแนวหน้าทุกคนพยายามมองหาสิ่งใหม่ แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดจากของเดิม เช่น วง Johnny’s Jr. เป็นต้น

ในส่วนของท่าเต้น Korea Style ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ณ ปัจจุบันนี้  เริ่มเห็นเด่นชัดกันมากขึ้นในเมืองไทยก็ตั้งแต่ศิลปินกล้ามแน่นอย่าง RAIN และ TVXQ เข้ามาเปิดตัวในบ้านเรา หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนไทยต่างก็ให้ความนิยมแก่นักร้องเกาหลีสูงมากยิ่งขึ้น ซึ่งในช่วงนี้เอง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกาหลี , ภาพยนตร์เกาหลี , อาหารเกาหลี รวมทั้งการเต้นแบบเกาหลี ก็ได้รับความสนเป็นอย่างสูงจนกลายเป็นกระแส โดยการเต้นสไตล์กาหลี จะเน้นไปที่การเต้นในลักษณะแสดงออกถึงความแข็งแรง กระฉับกระเฉง เท่ ท่าชัดเจน

ถ้าถามเรื่องความยากง่ายของแต่ละสไตล์ แน่นอนว่าก็มีความแตกต่างกันออกไป อย่าง เกาหลี ต้องใช้ความแข็งแรงมากจึงทำให้ต้องมีการล็อกกล้ามเนื้อเป็นหลัก รวมทั้งต้องรู้จักการควบคุมกล้ามเนื้ออย่างสุดๆ ส่วนสไตล์ญี่ปุ่นจะเป็นลักษณะ  HIP – HOP ซึ่งเน้นเรื่องของความคล่องตัว รวมทั้งการถ่ายน้ำหนัก โดยท่าเต้นทั้งหมดนี้ก็จะถูกรวบรวมไว้ใน LA Style เพราะต้องใช้การควบคุมร่างกายเป็นหลัก ตลอดจนการเหวี่ยงแขนแล้วต้องหยุดทันทีดั่งใจนึก ทำให้ต้องใช้ทั้งแรงและการควบคุมในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ในส่วนของการเต้นเพลงช้า กับเพลงเร็ว ก็จะมีความแตกต่างเช่นเดียวกัน ตรงที่เพลงเร็วต้องพยายามควบคุมให้ตรงแป๊ะ และถูกต้องตามจังหวะ ส่วนเพลงช้าจะมีช่วงเวลายาวนานกว่าเพลงเร็ว จึงทำให้นักเต้นใส่จังหวะอะไรลงไปก็ได้ตามใจ ทำให้เกิดความหลากหลายมากกว่า